0(0)

IS2 การศึกษาค้นคว้าเเละสร้างองค์ความรู้

หลักสูตรรายวิชา

คำอธบายรายวิชา

รายวิชาการศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ (Research and Knowledge Formation : IS1)                        รายวิชาเพิ่มเติม รหัส I20201         ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2      เวลา 40 ชั่วโมง        จ ำนวน 1.0 หน่วยกิต

ศึกษา วิเคราะห์การตั้งประเด็น ค ำถามในเรื่องที่สนใจ การตั้งสมมติฐาน การค้นคว้า การแสวงหา
ความรู้ ข้อมูล การออกแบบ การวางแผนรวบรวมข้อมูล การใช้กระบวนการกลุ่ม การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้
ค่าสถิติ การสังเคราะห์ การสรุปองค์ความรู้และการเสนอวิธีคิดแก้ปัญหา ที่เป็นระบบฝึกทักษะตั้งประเด็นปัญหา ตั้งค าถามในเรื่องที่สนใจโดยเริ่มจากตนเอง เชื่อมโยงกับชุมชน ท้องถิ่นและประเทศ ตั้งสมมติฐานและให้เหตุผลโดยใช้ความรู้จากศาสตร์สาขาต่างๆ ค้นคว้าแสวงหาความรู้เกี่ยวกับสมมติฐานที่ตั้งไว้จากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย ออกแบบวางแผนรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีการที่เหมาะสมสังเคราะห์สรุปองค์ความรู้และร่วมกันเสนอแนวความคิด วิธีการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ด้วยกระบวนการคิด กระบวนการเพื่อให้เกิดทักษะในการค้นคว้าแสวงหาความรู้ สังเคราะห์สรุป อภิปราย เปรียบเทียบเชื่อมโยงองค์ความรู้และมีทักษะการน าเสนอการศึกษาค้นคว้าและน าองค์ความรู้ไปแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ เห็นประโยชน์และคุณค่าของการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง
ผลการเรียนรู้
1. ตั้งประเด็นปัญหา โดยเลือกประเด็นที่สนใจ เริ่มจากตนเอง ชุมชนท้องถิ่น ประเทศ
2. ตั้งสมมติฐานประเด็นปัญหาที่ตนเองสนใจ
3. ออกแบบ วางแผน ใช้กระบวนการรวบรวมข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ
4. ศึกษา ค้นคว้า แสวงหาความรู้เกี่ยวกับประเด็นที่เลือก จากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย
5. ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของแหล่งที่มาของข้อมูลได้
6. วิเคราะห์ข้อค้นพบด้วยสถิติที่เหมาะสม
7. สังเคราะห์สรุปองค์ความรู้ด้วยกระบวนการกลุ่ม
8. เสนอแนวคิด การแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบด้วยองค์ความรู้จากการค้นพบด้วยการเขียนรายงาน
9. เห็นประโยชน์และคุณค่าของการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง

สารบัญรายวิชา

1 บทเรียน

หน่วยการเรียนรู้ที่ 1?

หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง ประเด็นที่ฉันสนใจ รายวิชา การศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ รหัสวิชา I22201 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 เวลา 12 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง คำถามเพื่อการเรียนรู้ เวลา 6 ชั่วโมง ผู้สอน นางชฎาพร ประยูรเพชร 1. เรื่อง คำถามเพื่อการเรียนรู้ เวลา 6 ชั่วโมง 2. สาระสำคัญ การตั้งประเด็นปัญหาที่ชัดเจน โดยเลือกประเด็นที่สนใจ เริ่มจากตนเอง ชุมชน ท้องถิ่น ประเทศ และ การตั้งสมมติฐาน โดยใช้ความรู้จากศาสตร์ต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพจะช่วยให้การศึกษาค้นคว้าแสวงหาคำตอบประสบผลสำเร็จ 3. มาตรฐาน 4. ผลการเรียนรู้ 1. ตั้งประเด็นปัญหาโดยเลือกประเด็นที่สนใจ เริ่มจากตนเอง ชุมชน ท้องถิ่น ประเทศ 2. ตั้งสมมติฐานประเด็นปัญหาที่ตนเองสนใจ 5. จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. อธิบายความหมายของประเด็นปัญหา ตั้งคำถาม และตั้งสมมติฐานได้ (K) 2. เลือกประเด็นปัญหา ตั้งคำถามการตั้งสมมติฐาน ตามความสนใจของตนเองได้(P) 3. ใฝ่เรียนรู้เห็นคุณค่าในการเรียน มีความมุ่งมั่น ซาบซึ้ง และตระหนักในการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน(A) 6. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน 1. ความสามารถในการสื่อสาร 2. ความสามารถในการคิด 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา 4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต 5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 7.คุณลักษณะที่พึงประสงค์ 1. ใฝ่เรียนรู้ 2. มุ่งมั่นในการทำงาน 8. สาระการเรียนรู้/เนื้อหา 1. กำหนดประเด็นการเรียนรู้ 2. ธรรมชาติของความรู้ 3. ลักษณะของความรู้ 4. แหล่งเรียนรู้ 5. การตั้งวัตถุประสงค์และสมมติฐาน 9. สาระการเรียนรู้ท้องถิ่น/เศรษฐกิจพอเพียง/ภูมิปัญญาชาวบ้าน ขึ้นอยู่กับประเด็นที่นักเรียนสนใจ 10. ทักษะการคิด (เลือก/ระบุตามเนื้อหาที่สอนหรือทักษะการคิดที่ต้องการเน้น) 1. คิดวิเคราะห์ 2. คิดสังเคราะห์ 3. คิดอย่างเป็นระบบ 11.กระบวนการจัดการเรียนรู้ ขั้นนำ 1) ให้นักเรียนดูรูปภาพเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ 2) ครูสนทนากับนักเรียนว่าเมื่อดูรูปภาพแล้วนักเรียนสังเกตเห็นอะไรบ้าง 3) ครูแจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้ ขั้นสอน 4) แบ่งกลุ่มนักเรียนออกเป็นกลุ่มละ 2-3 คน เพื่อให้นักเรียนทุกคนมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรม การเรียนการสอนตามความสมัครใจ 5) ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มสังเกตสภาพแวดล้อมในโรงเรียนและให้นักเรียนช่วยกันตั้งคำถามให้ได้มากที่สุด 6) ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มเขียนแจกแจงลงในกระดาษA4 แล้วนำเสนอหน้าชั้นเรียน 7) ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มเลือกคำถามที่ดีที่สุดเพียงคำถามเดียวเพื่อจะนำไปสู่การตั้งสมมติฐาน 8) นักเรียนศึกษาใบความรู้เรื่อง การตั้งคำถามและตั้งสมมติฐาน 9) นักเรียนนำปัญหาที่นักเรียนเลือก มาเขียนการตั้งสมมติฐาน ขั้นสรุป 10) ครูและนักเรียนช่วยกันอภิปรายเกี่ยวกับการตั้งประเด็นปัญหาและการตั้งสมมติฐาน เพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไขให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น 12. แหล่งเรียนรู้ 1. ใบความรู้ที่ 1 เรื่องการ ตั้งคำถาม และ ใบความรู้ที่ 2 การตั้งสมมติฐาน 2. รูปภาพสภาพแวดล้อม 3. แหล่งเรียนรู้ในโรงเรียน 4. ห้องสมุดโรงเรียน 5. อินเตอร์เน็ต 6. ใบงานที่ 1 และ ใบงานที่2 13. การวัดผลประเมินผล 1. วิธีวัดและประเมินผล - สังเกตพฤติกรรมรายบุคคลจากการร่วมกิจกรรมการเรียน - สังเกตการณ์ร่วมมือของการร่วมกิจกรรมกลุ่ม - ตรวจชิ้นงานผลงานที่นักเรียนตั้งคำถาม และการตั้งสมมติฐาน 2. เครื่องมือการประเมิน - แบบสังเกตพฤติกรรมรายบุคคลและรายกลุ่ม - แบบประเมินการให้คะแนนการตั้งคำถาม/ การตั้งสมมติฐาน - เกณฑ์การให้คะแนน 3. เกณฑ์การประเมิน ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 9-10 7-8 5-6 ต่ำกว่า 4 4 หมายถึง ดีมาก 3 หมายถึง ดี 2 หมายถึง พอใช้ 1 หมายถึง ปรับปรุง 14. ผลการดำเนินการสอนและข้อเสนอแนะ -ให้นักเรียนศึกษาเรื่องที่จะเรียนต่อไปล่วงหน้า -ให้นักศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง อย่างสม่ำเสมอ
เรื่อง ประเด็นที่ฉันสนใจ
เเบบทดสอบก่อนเรียน

หน่วยการเรียนรู้ที่ 2?

หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 วัสดุสารนิเทศ วัสดุสารนิเทศหรือทรัพยากรสารสนเทศ คือวัสดุที่ห้องสมุดจัดหามาเพื่อให้บริการความรู้ ข่าวสารแก่ผู้ใช้ในรูปแบบของ วัสดุตีพิมพ์ เช่น หนังสือ วารสาร หนังสือพิมพ์ และสิ่งพิมพ์อื่นๆ รูปแบบของวัสดุไม่ตีพิมพ์ เช่น วีดิทัศน์ วีดิโอซีดี โทรทัศน์ และรูปแบบวัสดุสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ เช่น อินเตอร์เน็ต เป็นต้น วัสดุสารนิเทศแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ วัสดุตีพิมพ์ 1. วัสดุตีพิมพ์ ( Printed Materials) ได้แก่ สิ่งพิมพ์ทั้งหลายที่ใช้เป็นสื่อความรู้ระหว่างผู้เขียนกับผู้อ่าน อันประกอบด้วยความรู้ สาระ และความบันเทิง (อำไพวรรณ ทัพเป็นไทย 2549: 42) 1.1 หนังสือ ( Book) คือ สิ่งพิมพ์ที่เย็บรวมเป็นรูปเล่มคงทนถาวร มีความหนา พอประมาณ อาจเป็นปกอ่อนหรือปกแข็งก็ได้ มีการเรียบเรียงไว้ตามหลักสากล หนังสือเป็นสิ่งพิมพ์ที่เกิดจากความคิด สติปัญญา ความรู้ และประสบการณ์ของมนุษย์ แบ่งออกตามลักษณะเนื้อหาและการใช้งานเป็นประเภทต่างๆดังนี้ 1.1.1 หนังสือสารคดี ( Nonfiction Book) เป็นหนังสือมุ่งให้ความรู้และสาระแก่ผู้อ่าน ได้แก่ หนังสือตำราวิชาการ หนังสืออ้างอิง หนังสืออ่านประกอบ หนังสือความรู้ทั่วไป 1.1.2 หนังสือบันเทิงคดี ( Fiction Book) เป็นหนังสือที่มีหนังสือหามุ่งให้ความบันเทิงแก่ผู้อ่าน เขียนขึ้นมาจากประสบการณ์หรือจินตนาการของผู้เขียน โดยอาศัยเค้าเรื่องจากความเป็นจริงจากเรื่องของบุคคลในสังคม ซึ่งผู้อ่านจะได้รับความเพลิดเพลิน ได้รับข้อคิด คติชีวิตที่ผู้เขียนสอดแทรกเอาไว้ในเรื่องด้วย ได้แก่นวนิยาย หนังสือสำหรับเด็ก เรื่องสั้น บทละคร บทร้อยกรองต่างๆ 1.2 สิ่งพิมพ์ต่อเนื่อง (Serials ) ได้แก่ 1.2.1 หนังสือพิมพ์รายวัน เป็นสิ่งพิมพ์ที่มีกำหนดออกเป็นประจำทุกวัน 1.2.2 วารสาร นิตยสาร 1.2.3 หนังสือรายปี 1.3 จุลสาร (Pamplets) 1.4 กฤตภาค (Clippings) วัสดุไม่ตีพิมพ์ 2. วัสดุไม่ตีพิมพ์ (Nonprinted Materials) หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าโสตทัศนวัสดุหมายถึง สื่อความรู้ทั้งหลายที่อยู่ในรูปของเสียงและภาพ ทำให้เกิดการเรียนรู้ได้เร็ว เข้าใจง่ายและชัดเจน ได้แก่ โสตทัศนวัสดุชนิดต่างๆ ซึ่งห้องสมุดแต่ละแห่งอาจมีไว้ให้บริการไม่เหมือนกันขึ้นอยู่กับขนาดห้องสมุด ความพร้อม และความต้องการของผู้ใช้ ตลอดจนงบประมาณในการจัดการ (อำไพวรรณ ทัพเป็นไทย 2538: 58-61) ได้แก่ 2.1 รูปภาพ (Pictures) เช่น ภาพเขียน ภาพถ่าย ภาพสถานที่ ภาพเหตุการณ์ต่างๆ ภาพที่ห้องสมุดเก็บไว้ให้บริการนั้นต้องคมชัด มีคุณค่าทางใดทางหนึ่งต่อการศึกษา และการเรียนการสอน 2.2 ของตัวอย่าง ได้แก่ วัสดุเพียงบางส่วนที่นำมาเพื่อใช้เป็น ตัวแทนของสิ่งของกลุ่มหนึ่งหรือประเภทหนึ่งที่หายากหรือราคาแพง หรือมีขนาดใหญ่เกินกว่าจะนำมาแสดงได้ทั้งหมด เช่น สัตว์ แร่ 2.3 แผนที่ (Maps) มีหลายลักษณะ เช่น แบบแผ่นผับ แบบเย็บรวมเป็นเล่ม หรือแบบแขวนได้ มีขนาดใหญ่-เล็กต่างกัน ใช้แสดงตำแหน่งที่ตั้ง อาณาเขตของประเทศ ลักษณะภูมิประเทศเส้นคมนาคมติดต่อกัน เป็นอุปกรณ์ที่มีคุณค่าในวิชาภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ สังคมศาสตร์ 2.4 หุ่นจำลอง คือ วัสดุสามมิติที่สร้างขึ้นมามีลักษณะคล้ายของจริง ใช้ประกอบคำอธิบายให้เข้าใจง่าย ขนาดอาจใหญ่หรือเล็กกว่าของจริงก็ได้ขึ้น อยู่กับความเหมาะสมในการนำมาใช้ 2.5 แถบบันทึกภาพ ( วีดีโอ, วีดีโดซีดี) สิ่งเหล่านี้จะเก็บไว้เป็นชุดๆ เรียงตามหมวดอักษร การใช้บริการจะต้องผ่านเจ้าหน้าที่ของห้องสมุด บางแห่งจะมีอุปกรณ์เครื่องฉายให้ยืมด้วยหรือบางแห่งอาจให้บริการดูภายในห้องสมุดเท่านั้น 2.6 แถบบันทึกเสียง (เทป) วัสดุอิเล็กทรอนิกส์ วัสดุอิเล็กทรอนิกส์ (electronic materials) เป็นวัสดุสารสนเทศที่จัดเก็บสารสนเทศในรูปอักษร ภาพ และเสียงไว้โดยการแปลงสารสนเทศให้เป็นสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะต้องมีเครื่องมือสำหรับจัดเก็บและแสดงผลออกมา โดยการแปลงสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ให้เป็นสัญญาณภาพและเสียง อีกครั้งหนึ่ง เช่น 1.1 เทปแม่เหล็ก (magnetic tape) มีลักษณะคล้ายแถบบันทึกเสียง ความยาวปกติ 2,400 ฟุต กว้าง 0.5 นิ้ว ทำด้วยพลาสติก เคลือบด้วยสารไอออนออกไซด์ (iron oxide) ทำให้เป็นสารแม่เหล็ก ข้อมูลที่มีความยาว 80 ตัวอักษร สามารถบันทึกไว้ในเทปแม่เหล็กที่มีความยาวเพียง 0.1 นิ้ว หรือ 1 ม้วน บรรจุข้อมูลได้ถึง 100 ล้านตัวอักษร สามารถบันทึกซ้ำ (reversed) หรือลบข้อมูลได้ 1.2 จานแม่เหล็ก/แผ่นดิสเก็ต (disket) เป็นแผ่นโลหะหุ้มด้วยไมลาอีก 1 ชั้นมีหลายชนิดและหลายขนาด แต่ละชนิดมีสมรรถนะความจุในการบันทึกข้อมูลได้แตกต่างกัน 1.3 แผ่นจานแสง (optical disc) เป็นแผ่นโลหะผสมพิเศษ มีความแข็งแรงน้ำหนักเบา ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 4 ¾ นิ้ว บันทึกและอ่านสารสนเทศด้วยระบบแสงเลเซอร์ ต้องมีเครื่องบันทึกและอ่านโดยเฉพาะ ประเภทของจานแสงที่ผู้ใช้คุ้นเคยมากที่สุด คือ ซีดี-รอม (Compact Disc Read Only Memory หรือ CD-ROM) มีลักษณะเหมือนแผ่นจานแสงทั่วไปใช้อ่านข้อมูลได้อย่างเดียว ไม่สามารถบันทึกหรือแก้ไขข้อมูลที่บันทึกไว้ได้ แผ่นซีดี-รอม มีความสามารถในการบรรจุสารสนเทศได้มาก ซีดี-รอม 1 แผ่น จุข้อความได้เทียบเท่าหนังสือหนาประมาณ 275,000 หน้ากระดาษ หรือ 600 ล้านตัวอักษร ซึ่งในปัจจุบันมีการพัฒนามากขึ้น สามารถบันทึกสารสนเทศได้ทั้งภาพ เสียง ตัวอักษร และภาพเคลื่อนไหว ในลักษณะสื่อผสม (multimedia) และเป็นที่นิยมใช้กันโดยทั่วไป ซึ่งจะกล่าวถึงโดยละเอียดในเรื่องฐานข้อมูลซีดี-รอม 1.4 อินเทอร์เน็ต (Internet)เป็นเครือข่ายของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ระบบต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงกัน ลักษณะของระบบอินเทอร์เน็ต เป็นเสมือนใยแมงมุม ที่ครอบคลุมทั่วโลก ในแต่ละจุดที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตนั้น สามารถสื่อสารกันได้หลายเส้นทาง โดยไม่กำหนดตายตัว และไม่จำเป็นต้องไปตามเส้นทางโดยตรง การเลือกใช้ทรัพยากรสารสนเทศ เราสามารถเลือกใช้ทรัพยากรสารสนเทศได้อย่างเหมาะสมและเป็นประโยชน์ โดยมีหลักในการพิจารณาดังนี้ (มหาวิทยาลัยขอนแก่น,2549) 1. มีความสอดคล้องกับเนื้อหาสารสนเทศที่ต้องการ เช่น ถ้าต้องการสารสนเทศเฉพาะวิชา ควรเลือกใช้ทรัพยากรสารสนเทศประเภทหนังสืออ้างอิง ตำราและวารสารวิชาการ มากกว่าประเภทหนังสือทั่วไปและนิตยสาร หากต้องการสารสนเทศที่แสดงความสัมพันธ์ของเรื่องราวอย่างชัดเจน ควรเลือกใช้ทรัพยากรสารสนเทศที่เป็นภาพเคลื่อนไหวเช่น วีดิทัศน์ วีซีดีหรือ ดีวีดี เป็นต้น หากต้องการฟังการบรรยาย เพลง ดนตรี ควรเลือกใช้ทรัพยากรสารสนเทศที่มีบันทึกเสียง เช่น เทป ซีดี หรือ วีซีดี เป็นต้น 2. การพิจารณาความน่าเชื่อถือในตัวทรัพยากร ผู้เรียนจะต้องพิจารณาจากชื่อเสียง ประสบการณ์หรือคุณวุฒิของผู้แต่ง สำนักพิมพ์หรือผู้ผลิตทรัพยากรสารสนเทศด้วย เช่น หนังสืออ้างอิงจะมีความน่าเชื่อถือมากกว่าหนังสือทั่วไป เพราะเขียนและรวบรวมโดยผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชา 3. ความสะดวกในการใช้งาน ทรัพยากรประเภทตีพิมพ์จะสามารถนำมาใช้งานได้ง่ายกว่าทรัพยากรประเภทไม่ตีพิมพ์ หรือทรัพยากรอิเล็กทรอนิกส์ เพราะสามารถใช้งานได้ทันที ไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ในการแสดงผลเหมือนกับทรัพยากรประเภทไม่ตีพิมพ์หรือ ทรัพยากรอิเล็กทรอนิกส์ 4. ความทันสมัยของเนื้อหา เช่น หากผู้เรียนต้องการสารสนเทศที่ทันต่อเหตุการณ์แล้ว ก็สมควรเลือกพิจารณาสารสนเทศที่ได้จากทรัพยากรประเภทอินเทอร์เน็ต เพราะมีการเปลี่ยนแปลงทำให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา หรือเลือกใช้ทรัพยากรตีพิมพ์ประเภทหนังสือพิมพ์ที่มีการให้ข้อมูลที่กำลังเป็นที่น่าสนใจและได้รับความสนใจในปัจจุบัน

หน่วยการเรียนรู้ที่ 3?

หน่วยที่ 3 การแก้ปัญหา 1) การแก้ปัญหา การแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการเปลี่ยนด้านลบให้เป็นด้านบวก กล่าวคือ เป็นการใช้สมองในการ คิด เรียนรู้และยังเป็นกระบวนการลดความเบี่ยงเบน (ด้านลบ) ของปัญหาให้เป็นวัตถุประสงค์(ด้านบวก) และลดความเบี่ยงเบน (ด้านลบ) ของสาเหตุให้เป็นเป้าหมาย (ด้านบวก) โดยประกอบด้วยกิจกรรมหลายอย่างต่อเนื่องกัน ผู้แก้ปัญหาต้องพยายามปรับปรุงตัวเองและสิ่งแวดล้อมให้ผสมกลมกลืนกลับเข้าสู่สภาวะสมดุลหรือสภาวะที่เรา คาดหวังเพื่อให้สามารถบรรลุถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้(สิทธิชัย ชมพูพาทย์.2553) ส าหรับกระบวนการในการแก้ปัญหานั้น วิลสัน(Wilson.1993 : 57-75) กล่าวว่า กระบวนการแก้ปัญหาโดยทั่วไป มักน าเสนอขั้นตอนการ แก้ปัญหาเป็นแบบเชิงเส้น ดังนี้ภาพประกอบ 1 แผนภูมิ แสดงการแก้ปัญหาแบบเชิงเส้น มศว 353 เอกสารประกอบการสอน การใช้เหตุผลในการคิดแก้ปัญหา วิลสันมีความเห็นว่ารูปแบบการแก้ปัญหาดังกล่าวมีข้อบกพร่อง เนื่องจากเป็นรูปแบบการแก้ปัญหาที่ต้องด ำเนินการตามขั้นตอนในลักษณะเชิงเส้นเท่านั้น แต่โดยความเป็นจริงในกระบวนการแก้ปัญหาเมื่อผู้แก้ปัญหาท าความเข้าใจปัญหา และวางแผนแก้ปัญหาแล้ว อาจมีความจ าเป็นที่จะต้องย้อนกลับมาพิจารณาปัญหา ท าความเข้าใจกับปัญหาให้มากขึ้น หรือเมื่อวางแผนแก้ปัญหาแล้ว แต่ขณะที่ได้ลงมือแก้ปัญหา อาจพบว่าไม่สามารถจะท าตามแผนได้ก็ต้องย้อนกลับมาวางแผนใหม่อีกครั้ง หรือทำความเข้าใจปัญหาใหม่ ดังนั้น วิลสัน จึงได้เสนอกระบวนการแก้ปัญหาสี่ขั้นตอนของโพลยา ในลักษณะพลวัตร(dynamic) และแสดงเป็นวัฏจักร (cyclic) ดังนี้ ภาพประกอบ 2 (สาขาคณิตศาสตร์ประถมศึกษา สถาบันส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี.Online) ภาพประกอบ 2 กรอบงานที่เน้นพลวัตร และเป็นวัฏจักร ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เกิดโดยธรรมชาติในขณะ แก้ปัญหา 2) การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ความหมายของการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ หมายถึง กระบวนการมุ่งหาค าตอบและแก้ปัญหา รวมถึงการพัฒนา สภาวะที่เป็นอยู่ให้ดีขึ้น โดยการท างานร่วมกันระหว่างการคิดสร้างสรรค์ และการคิดวิจารณญาณ การคิด สร้างสรรค์ท าได้โดยให้คิดลึกและหลากหลายที่สุดปราศจากการตัดสินความคิดต่างๆว่าดีหรือไม่ จนถึงระยะหนึ่งจึง พิจารณาความคิดเหล่านั้นด้วยการคิดวิจารณญาณ ในการเลือกและประเมินวิธีการแก้ปัญหาจนได้วิธีที่ดีที่สุดใน การแก้ปัญหา วางแผนการแก้ปัญหาและน าไปแก้ปัญหาโดยเชื่อมั่นว่าตนเองสามารถแก้ปัญหาได้และควบคุม ตนเองได้เพื่อที่จะได้แก้ปัญหาด้วยความรอบคอบและสมบูรณ์(สิทธิชัย ชมพูพาทย์.2553) กระบวนการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ สิทธิชัย ชมพูพาทย์(2553) ได้สังเคราะห์แนวคิดการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของนักวิชาการทั้งในและ ต่างประเทศ และได้สรุปเป็นขั้นตอนการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ซึ่งมีทั้งหมด 5 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 การเข้าถึงปัญหา คือ การท าความเข้าใจ ท าความรู้จักกับสถานการณ์ที่เป็นปัญหา โดย ศึกษารายละเอียดของสถานการณ์อย่างรอบด้าน เพื่อระบุปัญหาที่จะต้องแก้ไข ส ารวจข้อมูลจากแหล่งข้อมูล กำหนดกรอบของปัญหา ประกอบด้วย 1) เห็นความส าคัญคือ ระบุและอธิบายความส าคัญของปัญหาทั้งใน ความคิดของตนเองและผู้อื่น รวมถึงมีความคิดที่เหมาะสมต่อปัญหา 2) การส ารวจข้อมูลคือการสำรวจข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับปัญหาเพื่อท าความเข้าใจกับสถานการณ์อย่างรอบด้าน 3) การระบุปัญหาคือการตัดสินว่าปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้นปัญหาใดคือปัญหาที่แท้จริงที่ต้องน ามาแก้ไข และมีความคิดที่เหมาะสมต่อการแก้ปัญหา ขั้นตอนที่ 2 การคิดวิธีการแก้ปัญหา คือ การใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการหาวิธีแก้ปัญหาให้มากที่สุด โดยไม่มีการตัดสินว่าความคิดที่ผิดหรือถูก ยึดปริมาณของความคิดว่าเป็นสิ่งที่ส าคัญส าหรับการแก้ปัญหารวมถึงการสร้างวิธีการแก้ปัญหาใหม่จากวิธีการเดิมที่มี ขั้นตอนที่ 3 การเลือกและเตรียมการ คือ การประเมินวิธีการแก้ปัญหาด้วยเกณฑ์ที่สร้างขึ้นจนได้วิธีที่ดี ที่สุด จากนั้นจึงพิจารณาสิ่งสนับสนุนและอุปสรรคที่อาจจะเกิดขึ้นในกระบวนการแก้ปัญหาและการวางแผนใหม่ โดยมีขั้นตอนได้แก่ 1) การเลือกวิธีการแก้ปัญหา โดยการสร้างเกณฑ์คัดเลือกวิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุดท าการประเมิน วิธีการแก้ปัญหาและเลือกวิธีการแก้ปัญหา 2) การคาดการณ์ผลกระทบ เป็นการระบุสิ่งสนับสนุนและอุปสรรคที่อาจจะเกิดขึ้นในกระบวนการแก้ปัญหา ระบุทรัพยากรที่ใช้ในการแก้ปัญหา ขั้นตอนที่ 4 การวางแผนการแก้ปัญหา คือ การวางแผนการแก้ปัญหา เป็นการประกันความเป็นไปได้ ของวิธีการแก้ปัญหา ตรวจสอบ ติดตาม ปรับปรุงกิจกรรมต่างๆที่ใช้ในการแก้ปัญหา การวางแผนการแก้ปัญหาโดยใช้ความสามารถและข้อจ ากัดของบุคคล บริบท เงื่อนไข ทรัพยากร และอุปสรรค ซึ่งมีขั้นตอนคือ 1) การประเมิน ทรัพยากร คือการระบุแนวทางและทรัพยากรที่ต้องในการการแก้ปัญหา 2) การออกแบบกระบวนการ เป็นการวางขั้นตอนและกิจกรรมการแบ่งหน้าที่ของสมาชิกในกลุ่มพร้อมกับระบุขั้นตอนการท างานให้เกิดประสิทธิภาพ ขั้นตอนที่5 การลงมือปฏิบัติคือ การน าแผนที่วางไว้ไปปฏิบัติจริง การก ากับและติดตามการแก้ปัญหา เปรียบเทียบกับผลลัพธ์หรือเป้าหมายที่วางไว้ มีการสังเกตและบันทึกพฤติกรรมการแก้ปัญหา เมื่อเป็นไปตามที่วางแผนไว้ก็ให้การเสริมแรงตนเอง ในขั้นตอนนี้ประกอบด้วย 1)การลงมือปฏิบัติเป็นการลงมือปฏิบัติตามแผนสังเกต และสะท้อนและปรับปรุงกระบวนการแก้ปัญหา 2) การเผชิญปัญหา คือการจัดการกับความรู้สึกของตนเองระหว่างการแก้ปัญหาประกอบด้วยการสังเกตและบันทึกพฤติกรรมของตน เปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่ตั้งไว้ การควบคุมตน และเสริมแรงตนเองความแตกต่างระหว่างการแก้ปัญหากับการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์เมื่อเปรียบเทียบระหว่างการแก้ปัญหากับการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์นั้นจะพบว่า กระบวนการทั้งสองอย่างมีส่วนที่เหมือนและแตกต่างกัน ส่วนที่เหมือนกันคือการท าปัญหาให้ชัดเจน การหาสาเหตุของปัญหา การตั้งจุดมุ่งหมายในการแก้ปัญหา การคิดหาวิธีแก้ปัญหา การลงมือปฏิบัติตามวิธีการแก้ปัญหา การสรุปผลการแก้ปัญหา แต่กระบวนการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์มีสิ่งที่เพิ่มเติมจากการแก้ปัญหาปกติกล่าวคือ 1. การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์เน้นการคิดระดับสูง 3 อย่างที่ท างานร่วมกันคือการแก้ปัญหา การคิด สร้างสรรค์และการคิดวิจารณญาณ ส่วนการแก้ปัญหาปกติอาจจะมีการคิดระดับสูงเพื่อให้ได้ค าตอบของปัญหาอยู่บ้าง แต่ไม่ปรากฏอย่างชัดเจน 2. การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์เน้นวัตถุประสงค์ด้านพุทธิพิสัย (Cognitive Domain) ตั้งแต่ขั้นต้นๆคือความรู้ความจ า ไปจนถึงขั้นสูงสุดคือการประเมิน เช่น นักเรียนที่มีความสามารถพิเศษจะเป็นคนที่สร้างเกณฑ์การประเมินวิธีการแก้ปัญหา และน ามาประเมินวิธีการแก้ปัญหาที่ดีที่สุด ส่วนการแก้ปัญหาปกตินั้นยังไม่มีความเด่นชัด ในเรื่องของการสร้างเกณฑ์ประเมินวิธีการแก้ปัญหา 3. การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ในการวิจัยนี้เน้นการมีความคิดที่เหมาะสมต่อปัญหากล่าวคือ มีความคิดว่าปัญหาเป็นเรื่องปกติสามารถแก้ไขได้และต้องใช้ความพยายามและระยะเวลาในการแก้ไข ซึ่งเป็น กระบวนการลดความวิตกกังวลในการแก้ปัญหา สร้างความมั่นใจและความพยายามในการแก้ปัญหา ซึ่งถ้าไม่มี ความคิดที่เหมาะสมในการแก้ปัญหา ก็จะไม่สามารถแก้ปัญหาได้มีประสิทธิภาพเท่าที่ควรจะเป็น แต่การแก้ปัญหา ปกติไม่ได้กล่าวถึงกระบวนการเหล่านี้ 4. การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์จะกล่าวถึงการท าความเข้าใจกับองค์ประกอบของการแก้ปัญหา ซึ่งใน การแก้ปัญหาผู้แก้ปัญหาวางเป้าหมายหรือท าความเข้าใจใน 2 ลักษณะคือ 1)เน้นการจัดการที่ตัวปัญหา คือเน้น การแก้ไขตัวปัญหาให้ประสบผลส าเร็จ และ 2) การจัดการกับอารมณ์ที่มีต่อปัญหาและการแก้ปัญหานั้น โดย กระบวนการแก้ไขจะเน้นอารมณ์ของผู้แก้ปัญหาที่มีต่อสถานการณ์ที่เป็นปัญหานั้น ท าให้สามารถแก้ปัญหาได้อย่าง ไม่เครียด ท าให้เกิดประสิทธิภาพในการแก้ปัญหา ส่วนการแก้ปัญหาตามปกตินั้นขั้นตอนการท าความเข้าใจกับ องค์ประกอบของการแก้ปัญหาจะไม่ชัดเจน ข้อคิดก่อนท าการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ การหาแนวทางแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์นั้น นักคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ควรระมัดระวังและไม่ควร ปฏิบัติในประเด็นต่อไปนี้ 1. การระบุปัญหาไม่ถูกต้อง ว่าเป็นปัญหาจริงหรือลวงท าให้แก้ไขไม่ถูกจุด ปัญหาที่แท้จริงไม่ได้รับ การแก้ไขจะยิ่งสร้างความสับสนและบั่นทอนจิตใจของผู้แก้ปัญหาไปเรื่อย ๆ การระบุปัญหาต้องชัดเจน รวมทั้งไม่ ควรด่วนสรุปลงความเห็นเร็วเกินไป เพราะปัญหาเดียวกัน สาเหตุอาจจะต่างกันก็ได้ 2. ขอบเขตของปัญหากว้างเกินไป ปัญหาบางอย่างเป็นปัญหาที่ใหญ่เกินไป เกี่ยวข้องกับคนและ หน่วยงาน มากมาย มีกระบวนการหลายอย่าง หากพยายามจะแก้ไขคนเดียวหรือในคราวเดียวกันให้เสร็จสิ้นคง เป็นไปได้ยาก 3. ก าหนดวิธีการแก้ปัญหาก่อนที่จะวิเคราะห์ปัญหาอย่างจริงจัง บางครั้งการอยู่ในสภาวะคับขัน ท า ให้มุ่งเร่งหาค าตอบมากกว่าจะพิจารณาอย่างถ่องแท้ว่ามันเป็นค าตอบที่ถูกต้องหรือไม่ และสามารถที่จะแก้ปัญหา ได้จริงหรือไม่ 4. ลืมคนที่ใกล้ชิดปัญหามากที่สุด คนที่อยู่ใกล้ชิดกับงานที่สุดจะรู้ดีที่สุดว่าปัญหาคืออะไร และควร คิดแก้ปัญหาอย่างไร ดังนั้น ควรเปิดโอกาสให้เขามีส่วนร่วมในการตัดสินแก้ปัญหาด้วย อาจจะท าให้การคิด แก้ปัญหานั้นส าเร็จลุล่วงด้วยดีและรวดเร็ว 5. ปัญหานั้นเกินก าลังความสามารถของตนเอง หากมองเห็นว่าปัญหานั้นตนเองไม่สามารถคิด แก้ปัญหาได้คนเดียว ควรคิดหาวิธีให้บุคคลอื่นที่เหมาะสมร่วมคิดแก้ปัญหาด้วย 6. ไม่คิดแบบใหม่ใช้แต่วิธีการเดิม การคิดแก้ปัญหานั้นจ าเป็นที่จะต้องน ากระบวนการคิดวิเคราะห์ และ คิดสร้างสรรค์เข้ามาช่วย ดังนั้น จึงจ าเป็นที่ต้องคิดหาวิธีการใหม่ ๆ เข้ามาช่วยในการคิดแก้ปัญหา 7. ขาดเกณฑ์ที่ดีในการตัดสินใจ การคิดแก้ปัญหาบางครั้งเราก็อาจจะใช้เหตุผลหรือเกณฑ์การ พิจารณาที่ ไม่เหมาะสม เช่น เลือกท าเพราะต้นทุนต่ า ท าง่าย แต่ไม่ได้ค านึงถึงคุณภาพ ความปลอดภัย ความพึง พอใจของลูกค้าเป็นต้น 8. ข้อมูลน้อยเกินไป ควรพยายามหาข้อมูลให้มากที่สุด ไม่ควรยุติการหาสาเหตุหรือทางเลือกเมื่อ คิดค้นได้ เพียงจ านวนหนึ่ง ทั้งนี้ เพราะในระยะแรกสาเหตุและทางเลือกที่พบมักเป็นสิ่งที่ทุกคนค้นพบมองเห็นได้ ง่ายแต่มิใช่สาเหตุหรือทางเลือกที่แท้จริง ทั้งนี้ เพราะสาเหตุและทางเลือกที่แท้จริงมักจะซ่อนเร้น มิฉะนั้นปัญหาคง ได้รับการแก้ไขเรียบร้อยไปแล้ว 9. หลงประสบการณ์ บุคคลผู้สูงอายุมีประสบการณ์มากเพราะท างานมานาน มักมีอิทธิพลอ้าง ประสบการณ์ข่มขู่หรือกล่าวอ้างผู้อื่น ท าให้ผู้มีความคิดสร้างสรรค์อาจชะงักงันไม่กล้าโต้แย้ง และถ้ามีคนประเภทนี้ มาก การระบุสาเหตุและทางเลือกจะเป็นสิ่งที่มาจากประสบการณ์เดิมทั้งสิ้น -6- 10. หลงวิชาการ บุคคลที่มีความรู้มาก แต่ขาดประสบการณ์เพราะอายุน้อยก็จะอ้างหลักวิชาการข่ม หรือกล่าวอ้างผู้อื่นตลอดเวลา เป็นเหตุให้ผู้ด้อยกว่าไม่กล้าเสนอข้อคิดเห็น ฉะนั้นทั้งสาเหตุและทางเลือกจึงเน้น เฉพาะเชิงวิชาการบางครั้งอาจไม่สามารถน ามาประยุกต์กับความจริงได้เพราะมิได้มองที่ความเป็นไปได้ 11. ใช้อารมณ์ไม่ใช้เหตุผล ในการวิเคราะห์ข้อมูลให้ใช้เหตุผลมิใช่อารมณ์ หรือยึดถือความคิดเห็น ส่วนบุคคลเป็นส าคัญ เพราะแต่ละคนจะมีทัศนะหรือมองเห็นความส าคัญไม่เหมือนกันแม้ว่าจะเป็นเหตุการณ์ เดียวกัน ดังนั้นควรรับฟังเหตุผลของผู้อื่นประกอบการตัดสินใจแก้ปัญหา 12. ขาดการประเมินผล โดยปกติเราจะคิดว่าการคิดแก้ปัญหาคือการคิดหาทางออกที่ดีได้ก็ถือว่า ส าเร็จแล้ว แต่ความส าเร็จที่แท้จริงนั้นจ าเป็นจะต้องมีการลงมือปฏิบัติ ก ากับติดตามและประเมินผล การ ประเมินผลจะท าให้เราทราบว่าแนวทางการคิดแก้ปัญหานั้นใช้แนวทางที่ดีที่สุดหรือไม่ ยังมีแนวทางอื่น ๆ ที่ดีกว่า นี้หรือไม่ ดังนั้น กระบวนการคิดแก้ปัญหาจึงจ าเป็นที่จะต้องมีการประเมินผลด้วย  คุณสมบัติของนักคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ทุกคนสามารถพัฒนาความสามารถในการคิดแก้ปัญหาได้ทั้งโดยตนเองและรับการฝึกฝนจากผู้อื่น โดย นักคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ควรมีคุณสมบัติ ดังนี้ 1. เป็นผู้ที่คิดอย่างมีเหตุผล 2. เป็นผู้ที่มีความคิดหลากหลาย และคิดยืดหยุ่น 3. เป็นผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์ 4. เป็นผู้ที่มีความตั้งใจที่จะค้นหาความจริง 5. เป็นผู้ที่มีความกระตือรือร้น 6. เป็นผู้ที่มีความใฝ่รู้ใฝ่เรียน สนใจสิ่งรอบด้านอยู่เสมอ 7. เป็นผู้ที่เปิดใจรับความคิดใหม่อยู่เสมอ 8. เป็นผู้ที่มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับบุคคลรอบข้างหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง 9. เป็นผู้ที่มีคุณลักษณะความเป็นผู้น า 10. เป็นผู้ที่มีความกล้าหาญ กล้าเผชิญความจริง 11. เป็นผู้ที่มีความมั่นใจในตนเอง 12. เป็นผู้ที่มีความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ 13. เป็นผู้ที่ใจเย็น สุขุม รอบคอบ

หน่วยการเรียนรู้ที่ 4?

หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 วิธีการแสวงหาความรู้ของมนุษย์ (Methods of acquiring knowledge) ความรู้ต่างๆของมนุษย์ประกอบด้วยข้อเท็จจริงและทฤษฎีต่างๆ ซึ่งเมื่อมนุษย์มีความรู้ความเข้าใจ สามารถที่จะอธิบาย ควบคุมหรือพยากรณ์เหตุการณ์ต่างๆในสถานการณ์ที่กำหนดให้ได้ การแสวงหาความรู้ของมนุษย์เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยสติปัญญาและการฝึกฝนต่างๆ วิธีเสาะแสวงหาความรู้ของมนุษย์ จำแนกได้ดังนี้ 1. การสอบถามจากผู้รู้ (Authority) เช่นในสมัยโบราณ เมื่อเกิดน้ำท่วมหรือโรคระบาด ผู้คนก็จะ ถามผู้ที่เกิดก่อนว่าจะทำอย่างไร ซึ่งในสมัยนั้นผู้ที่เกิดก่อนก็จะแนะนำให้ทำพิธีสวดมนต์อ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ปัจจุบันก็มีการแสวงหาความรู้ที่ใช้วิธีการสอบถามจากผู้รู้ เช่น ผู้พิพากษาในศาลเวลาตัดสินคดีเกี่ยวกับการปลอมแปลงลายมือยังต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญทางด้านลายมือให้ช่วยตรวจสอบให้ ข้อควรระมัดระวังในการเสาะแสวงหาความรู้โดยการสอบถามจากผู้รู้คือต้องมั่นใจว่าผู้รู้นั้นเป็นผู้รู้ในเรื่องที่จะสอบถามอย่างแท้จริง 2. การศึกษาจากขนบธรรมเนียมประเพณี (Tradition) วิธีการเสาะแสวงหาความรู้ของมนุษย์อีก วิธีหนึ่งที่ใกล้เคียงกันกับการสอบถามจากผู้รู้ก็คือการศึกษาจากขนบธรรมเนียมประเพณีหรือวัฒนธรรมต่างๆ เช่น ในการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการแต่งกายประจำชาติต่างๆ ซึ่งผู้ใช้วิธีการแสวงหาความรู้แบบนี้ต้องตระหนักว่า สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในอดีตจนเป็นขนบธรรมเนียมนั้นไม่ใช่ว่าจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องและเที่ยงตรงเสมอไป ถ้าศึกษาเหตุการณ์ต่างๆทางด้านประวัติศาสตร์จะพบว่ามีข้อปฏิบัติหรือทฤษฎีต่างๆ ที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากวัฒนธรรมหรือขนบธรรมเนียมประเพณีนั้นซึ่งได้ยึดถือปฏิบัติกันมาหลายปี และพบข้อเท็จจริงในภายหลังถึงความผิดพลาดข้อปฏิบัติหรือทฤษฎีเหล่านั้นก็ต้องยกเลิกไป ดังนั้นผู้ที่จะใช้วิธีการเสาะแสวงหาความรู้โดยการศึกษาจากขนบธรรมเนียมประเพณีนั้น ควรจะได้นำมาประเมินอย่างรอบคอบเสียก่อนที่จะยอมรับว่าเป็นข้อเท็จจริง 3. การใช้ประสบการณ์ (Experience) วิธีการเสาะแสวงหาความรู้ที่มนุษย์การใช้กันอยู่บ่อยๆคือ การใช้ประสบการณ์ตรงของตนเอง เมื่อเผชิญปัญหามนุษย์พยายามที่จะค้นคว้าหาคำตอบในการแก้ปัญหาโดยใช้ประสบการณ์ตรงของตนเองที่เคยประสบมา เช่น เด็กมักจะมีคำถามมาถามครู บิดามารดา ญาติผู้ที่มีอาวุโสมากกว่า บุคลเหล่านั้นมักจะใช้ประสบการร์ตรงของตนเองในการตอบคำถามหรือแก้ปัญหาให้กับเด็ก การใช้ประสบการณ์ตรงนั้นเป็นวิธีการเสาะแสวงหาความรู้ แต่ถ้าใช้ไม่ถูกวิธีอาจจะทำให้ได้ข้อสรุปที่ไม่ถูกต้องได้ 4. วิธีการอนุมาน (Deductive method) การเสาะแสวงหาความรู้โดยใช้วิธีการอนุมานนี้เป็น กระบวนการคิดค้นจากเรื่องทั่วๆไป ไปสู่เรื่องเฉพาะเจาะจง หรือคิดจากส่วนใหญ่ไปสู่ส่วนย่อย จากสิ่งที่รู้ไปสู่สิ่งที่ไม่รู้ วิธีการอนุมานนี้ประกอบด้วย ข้อเท็จจริงใหญ่ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เป็นจริงอยู่แล้วในตัวมันเอง ข้อเท็จจริงย่อย ซึ่งมีความสัมพันธ์กับกรณีของข้อเท็จจริงย่อย และ ข้อสรุป(Conclusion) ถ้าข้อเท็จจริงใหญ่และข้อเท็จจริงย่อยเป็นจริง ข้อสรุปก็จะต้องเป็นจริง เช่น สัตว์ทุกชนิดต้องตาย สุนัขเป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง ข้อสรุป สุนัขต้องตาย 5. วิธีการอุปมาน (Inductive method) จะเริ่มจากส่วนย่อยไปหาส่วนใหญ่ วิธีการอุปมานนี้อาจ จะจัดแยกเป็น 2 ชนิด คือ วิธีการอุปมานแบบสมบูรณ์ (perfect inductive method) เป็นวิธีการเสาะแสวงหาความรู้โดยรวบรวมข้อเท็จจริงย่อยๆจากทุกหน่วยของกลุ่มประชากร จึงสรุปไปสู่ส่วนใหญ่ เช่นต้องการทราบว่าผู้ที่อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครนับถือศาสนาอะไร ก็ต้องมาถามจากผู้ที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานครว่าทุกคนนับถือศาสนาอะไร แล้วจึงนำมาสรุปรวมว่าผู้ที่อาศัยในกรุงเทพมหานครนับถือศาสนาอะไรบ้าง วิธีการอุปมานแบบไม่สมบูรณ์ (Imperfect inductive method) เป็นวิธีการเสาะแสวงหาความรู้โดยรวบรวมข้อเท็จจริงย่อยๆจากบางส่วนของกลุ่มประชากรแล้วสรุปรวมไปสู่ส่วนใหญ่ ในทางปฏิบัติเป็นไปได้ยากที่จะรวบรวมข้อเท็จจริงย่อยๆจากทุกๆหน่วยของกลุ่มประชากร จึงใช้วิธีรวบรวมข้อเท็จจริงย่อยๆจากกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มประชากร 6. วิธีการทางวิทยาศาสตร์ (Scientific method) เป็นวิธีการแสวงหาความรู้โดยใช้หลักการของ วิธีการอุปมานและวิธีการอนุมานมาผสมผสานกัน โดยมีขั้นตอนการเสาะแสวงหาความรู้โดยเริ่มจากการที่มนุษย์เริ่มเรียนรู้ทีละเล็กทีละน้อยจากประสบการณ์ตรง ความรู้เก่าๆและการสังเกตเป็นต้น จนกระทั่งรวบรวมแนวความคิดเป็นแนวความรู้ต่างๆที่สมมติขึ้นมา ซึ่งเป็นวิธีการอุปมานและหลังจากนั้นก็ใช้วิธีการอนุมานในการแสวงหาความรู้ทั่วไป โดยเริ่มจากสมมติฐานซึ่งเป็นส่วนรวม แล้วศึกษาไปถึงส่วนย่อยๆเพื่อที่จะศึกษาถึงการหาความสัมพันธ์ระหว่างส่วนย่อยกับส่วนรวม เพื่อให้ได้ข้อสรุปของความรู้ต่างๆ วิธีการทางวิทยาศาสตร์ (Scientific method) เป็นวิธีการแสะแสวงหาความรู้ที่ดีในการแก้ ปัญหาต่างๆ ไม่เพียงแต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่ยังสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาทางการศึกษาได้ด้วย

เกี่ยวกับผู้สอน

0 (0 การให้คะแนน)

2 รายวิชา

19 ผู้เรียน

เรียน

สื่อการเรียนรู้รายวิชา

  • การศึกษาค้นคว้าการอินเทอร์เนต